ปวดสะโพกด้านหลัง สาเหตุ และแนวทางการรักษา เพื่อผลลัพธ์อย่างยั่งยืน

ปวดสะโพกด้านหลัง

ประวัติการเจ็บป่วย

จากประวัติคุณกนกสิน อายุ 73 ปี มีอาการปวดสะโพกด้านหลัง ข้างซ้าย เป็นมาประมาณ 4 ปี คาดว่าเกิดจากการที่ผู้ป่วย ต้องนั่งในอิริยาบถเดิมนานๆ ในการทำสวน นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังต้องยืน และเดินค่อนข้างเยอะ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดสะโพกด้านหลัง ร้าวลงขาซ้าย เมื่อเดิน และนั่ง และจะมีอาการชาสะโพกด้านหลังข้างซ้ายไปถึงปลายเท้า ตลอดเวลา ซึ่งจะขอสรุปอาการของผู้ป่วยมี ดังนี้

  • ปวดสะโพกด้านหลัง ข้างซ้าย
  • ปวดลงขาซ้าย
  • ชาสะโพกซ้าย ถึงปลายเท้าซ้ายตลอดเวลา
  • จะปวดมากตอนเดิน และนั่ง

ในระหว่างนั้น ผู้ป่วยก็เคยเข้ารับการรักษา ด้วยวิธีการ

  • รักษาด้วยการกายภาพบำบัด ดึงหลัง ประมาณ 10 ครั้ง หลังการรักษา อาการดีขึ้นได้ช่วงหนึ่ง แต่อาการปวดไม่หายขาด และกลับมาเป็นอีก
  • รักษาด้วยการฝังเข็มกระตุ้นไฟฟ้า หลังการรักษา อาการไม่ดีขึ้น
  • ทำกายบริหารด้วยตัวเอง อาการดีได้ช่วงหนึ่ง แต่อาการปวดไม่หายขาด

จนลูกสาวของผู้ป่วย ซึ่งเคยมารับการรักษากับทางชนัชพันต์คลินิก ได้แนะนำ และพาผู้ป่วยมารักษา โดยหลังจากการรักษา ผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลงดังนี้

หลังการนวดรักษาในครั้งที่ 1:

  • อาการโดยรวมดีขึ้นได้ประมาณ 2 สัปดาห์
  • ยังมีอาการปวด และชาสะโพกถึงเท้าซ้ายอยู่ แต่ลดลง

หลังจากนวดรักษาไป 3 ครั้ง :

  • อาการดีขึ้นได้เกือบ 100 % และดีได้นานถึง 1 ปี 3 เดือน
  • ไม่ตึงหลังล่างแล้ว
  • อาการปวดสะโพกด้านหลังหายไป
  • อาการปวดร้าวลงขาซ้ายหายไป
  • อาการชาสะโพกถึงเท้าหายไป
  • ผู้ป่วยสามารถกลับไปเดิน และนั่งนานได้ตามปกติ โดยไม่มีอาการปวด และชา
กลับสู่สารบัญ

ตำแหน่งกล้ามเนื้อ และเส้นประสาท ที่พบปัญหาจากอาการปวดสะโพกด้านหลัง

อาการปวดสะโพกด้านหลังนั้น มักมีต้นเหตุหลักมาจากกล้ามเนื้อบริเวณหลังช่วงล่าง และบริเวณสะโพก เกิดอาการบาดเจ็บ และมีอาการตึงเกร็ง ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้น เกิดอาการหดรัดจนขมวดเป็นปม ที่เรียกว่า Trigger Point เกิดขึ้น ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปวดเมื่อยตรงบริเวณดังกล่าวเป็นๆ หายๆ อยู่ตลอด และหากปล่อยทิ้งไว้ ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธี

ร่างกายจะเริ่มสร้างพังผืดมาเกาะคลุมบริเวณ Trigger point นั้นๆ และจะเริ่มหนาตัวขึ้น เลือดจะไม่สามารถไปเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณนั้นๆ ได้เต็มที่ ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นๆ เกิดอาการอักเสบ ตึง ปวด และอาจเริ่มมีอาการขัด หรือแปล๊บเวลาขยับในบางอิริยาบถ และหากพังผืดนี้ขยายตัวขึ้น จนไปบีบรัดเส้นประสาทบริเวณใกล้เคียง ก็จะส่งผลให้ผู้ป่วย มีอาการผิดปกติไปตามแนวเส้นประสาทนั้นๆ ได้แก่ ร้าว หรือชาลงขา

ซึ่งจะขออธิบายตำแหน่งของกล้ามเนื้อ และเส้นประสาท ที่ส่งผลต่ออาการสะโพกด้านหลัง ดังนี้

1. กลุ่มกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก ได้แก่

1.1. กล้ามเนื้อ Gluteus maximus

เป็นกล้ามเนื้อ บริเวณก้นและสะโพก มีหน้าที่ช่วยในการเหยียดขาไปด้านหลัง และหมุนข้อสะโพก

เมื่อกล้ามเนื้อมัดนี้ เกิดการตึงเกร็ง จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดบริเวณสะโพกด้านหลัง และสามารถไปบีบรัดกล้ามเนื้อบริเวณอื่นๆ ข้างเคียงได้ ได้แก่ กล้ามเนื้อ Gluteus medius และ กล้ามเนื้อ Piriformis

1.2. กล้ามเนื้อ Gluteus medius

เป็นกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณก้น และสะโพก มีหน้าที่ ช่วยในการยึดต้นขา และข้อสะโพกเข้าด้วยกัน และช่วยในการยืดเหยียด และหมุนต้นขาบริเวณข้อสะโพก

เมื่อกล้ามเนื้อมัดนี้ เกิดการตึงเกร็ง จะส่งผลให้เกิดอาการปวดสะโพกด้านหลัง

1.3. กล้ามเนื้อ Piriformis

เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณก้น และสะโพกมัดลึก ตรงกับบริเวณสลักเพชร อยู่บริเวณใต้กล้ามเนื้อสะโพก มีหน้าที่ช่วยในการขยับ หมุนและยก ข้อสะโพก ซึ่งมีส่วนช่วยในการก้าวเดิน

เมื่อกล้ามเนื้อมัดนี้ เกิดการตึงเกร็ง จะทำให้กล้ามเนื้อมัดนี้เกร็งตัว และอาจไปกดทับ หรือรบกวนเส้นประสาท Sciatic nerve ส่งผลให้เกิดอาการปวด หรือชาสะโพกด้านหลังร้าวลงขาได้

2. กลุ่มกล้ามเนื้อบริเวณขา ได้แก่

2.1. กลุ่มกล้ามเนื้อ Quadriceps muscles

กลุ่มกล้ามเนื้อ Quadriceps muscles เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณต้นขาด้านหน้า ซึ่งมีกล้ามเนื้อที่ทำงานร่วมกันอยู่ 4 มัด ได้แก่

  • กล้ามเนื้อ Rectus femoris
  • กล้ามเนื้อ Vastus intermedius
  • กล้ามเนื้อ Vastus lateralis
  • กล้ามเนื้อ Vastus medialis

กลุ่มกล้ามเนื้อ Quadriceps muscles มีหน้าที่ ช่วยในการเหยียด และงอขาบริเวณข้อสะโพกด้านหน้า และเป็นกลุ่มมัดกล้ามเนื้อที่มีความสำคัญ ในการ เดิน และ วิ่ง

เมื่อกลุ่มกล้ามเนื้อมัดนี้ เกิดการตึงเกร็ง จะส่งผลให้เกิดอาการปวดต้นขาด้านหลัง และมีอาการร้าวลงไปบริเวณข้อพับเข่า ซึ่งในเคสนี้ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเมื่อเดิน

2.2. กล้ามเนื้อ Hamstring

Hamstrings เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อ ที่อยู่บริเวณต้นขาด้านหลัง ซึ่งมีกล้ามเนื้อที่ทำงานร่วมกันอยู่ 3 มัด ได้แก่

  • กล้ามเนื้อ Biceps femoris
  • กล้ามเนื้อ Semitendinosus
  • กล้ามเนื้อ Semimembranosus

กลุ่มกล้ามเนื้อ Hamstrings มีหน้าที่ช่วยในการพับ/งอเข่า และ เหยียดขา เป็นมัดกล้ามเนื้อที่มีความสำคัญ ในการ เดิน วิ่ง นั่งยองๆ และ การย่อตัว

เมื่อกลุ่มกล้ามเนื้อมัดนี้ เกิดการตึงเกร็ง จะส่งผลให้เกิดอาการปวดต้นขาด้านหลัง และปวดร้าวลงข้อพับเข่า ซึ่งในเคสนี้ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเมื่อเดิน และนั่ง หรือมีอาการชา เมื่ออยู่ในอิริยาบถเดิมเป็นระยะเวลานาน

3. เส้นประสาท Sciatic nerve

เป็นเส้นประสาท ที่อยู่บริเวณสะโพกด้านหลัง ไปจนถึงปลายเท้า มีหน้าที่รับความรู้สึกบริเวณหลังล่าง สะโพกไปจนถึงปลายเท้า

หากเส้นประสาทนี้ ถูกรบกวน หรือกดทับ จะส่งผลให้เส้นประสาท ไม่สามารถส่งสัญญาญไปเลี้ยงมัดกล้ามเนื้อขาได้ตามปกติ กล้ามเนื้อขาจะเกิดอาการเกร็งตัว และเกิดการปวด/ชาร้าวลงขาถึงปลายเท้าได้ ซึ่งในเคสนี้ ผู้ป่วยมีอาการปวด และชาสะโพกร้าวลงขา

กลับสู่สารบัญ

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดสะโพกด้านหลัง

ปวดสะโพกด้านหลัง มักเป็นภาวะที่เกิดจากการทำงาน หรือการอยู่ในอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง เป็นระยะเวลานานๆ การบาดเจ็บบริเวณหลังล่าง และสะโพกจากการออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา หรือสามารถเกิดจากอุบัติเหตุกระแทก หรือมีการเหวี่ยงสะบัดของสะโพก ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณสะโพกได้รับการบาดเจ็บ จนเกิดมีการสร้างพังผืดเข้ามาเกาะคลุมบริเวณดังกล่าว ทำให้กล้ามเนื้อ และข้อกระดูกบริเวณนั้นๆ เกิดอาการแข็ง ตึง ไม่ยืดหยุ่น เลือดไม่สามารถนำพาสารอาหาร และออกซิเจน เข้าไปเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณนั้นๆ ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้เกิดการอักเสบ และมีอาการปวดสะโพกด้านหลังเกิดขึ้น

หากพังผืดที่เกาะคลุม เริ่มหนาจนไปรบกวนเส้นประสาทบริเวณข้างเคียง ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการผิดปกติร้าวไปตามแนวของเส้นประสาทนั้นๆ เช่น ปวดร้าวลงขา ชาขา ขาล้า ขาอ่อนแรง และชานิ้ว เป็นต้น

สาเหตุของการเกิดปวดสะโพกด้านหลังมีดังนี้

1. การที่ผู้ป่วยต้องนั่งอยู่ในอิริยาบถเดิม เป็นระยะเวลานาน

การนั่งเป็นระยะเวลานานๆ ก็จะส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดการบาดเจ็บ และตึงเกร็ง ซึ่งในช่วงแรก ร่างกายจะเริ่มสร้างปม Trigger Point ขึ้นมาในบริเวณที่ปวด คือ บริเวณสะโพก และต้นขา และหากปล่อยทิ้งไว้ ไม่ได้รับการรักษา และยังคงมีพฤติกรรมแบบเดิมๆ ร่างกายของผู้ป่วยจะเริ่มสร้าง พังผืด ขึ้นมาเกาะบริเวณสะโพก และหลัง ทำให้ กล้ามเนื้อบริเวณนั้นๆ ถูกบีบรัด เลือดไม่สามาถไปเลี้ยงได้ตามปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวด ตึง เกร็ง เป็นๆ หายๆ รักษาอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น หรือดีได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น

2. การประสบอุบัติเหตุ

ไม่ว่าจะเป็น มอเตอร์ไซด์ล้ม อุบัติเหตุทางรถยนต์ หรือแม้ผู้ป่วยจะประสบอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง อย่างเช่น การล้มก้นกระแทกกับอะไรบางอย่าง ก็สามารถส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณสะโพกของผู้ป่วยเกิดการตึงเกร็ง และขมวดเป็นปม ที่เรียกว่า Trigger Point ขึ้น ซึ่งเมื่อร่างกายไม่มีบาดแผลภายนอก ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักนิ่งนอนใจ เนื่องจากเห็นว่าไม่บาดเจ็บ ก็น่าจะไม่มีปัญหา แต่จริงๆ แล้วอุบัติเหตุนั้นๆ จะส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณหลัง และสะโพกเกิดอาการตึงเกร็ง ขึ้นเรื่อยๆ จนมีพังผืดไปหุ้มรอบ Trigger Point ส่งผลให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง ตึง ขัด เป็นต้น

3. การบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายนั้น แม้จะดีต่อสุขภาพ แต่หากผู้ป่วยออกกำลังกาย ในลักษณะที่ไม่เหมาะสมกับสรีระร่างกาย ก็จะสามารถทำให้เกิดอาการบาดเจ็บขึ้นได้ เช่น

  • การไม่วอร์มก่อนออกกำลังกาย
  • การออกกำลังกายผิดท่า
  • การหักโหมออกกำลังกายอย่างหนักจนเกินไป

ซึ่งกีฬาที่มักจะมีปัญหาทำให้เกิดอาการปวดบริเวณสะโพก ได้แก่ การยกเวท การเตะฟุตบอล การตีแบดมินตัน การทำท่าสควอช เป็นต้น เมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย ร่างกายจะมีอาการตึงเกร็ง และเริ่มสร้างปม Trigger Point ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อยบริเวณกล้ามเนื้อ และเมื่อปล่อยทิ้งไว้ ร่างกายก็จะสร้างพังผืดขึ้นมาเกาะบริเวณ กล้ามเนื้อที่ตึงเกร็ง และส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ และหากพังผืดเริ่มหนาตัวจนไปกดทับเส้นประสาท ก็จะส่งผลให้ เกิดเป็นอาการปวด และชาบริเวณสะโพกด้านหลัง ร้าวลงขา ได้

กลับสู่สารบัญ

ทำไมการนวดสลาย trigger point และพังผืด จึงสามารถรักษาอาการปวดสะโพกด้านหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากหัวข้อก่อนหน้านี้ จะเห็นได้ว่า หากกล้ามเนื้อบริเวณหลังล่าง และสะโพก มีอาการเกร็งตัวอยู่เป็นระยะเวลานาน จนเกิดการบาดเจ็บ และอักเสบ หรือการที่สะโพกได้รับแรงกระแทก หรือการเหวี่ยงสะบัดจนเกิดเป็นการอักเสบ จะส่งผลให้เนื้อเยื่อรอบๆ สะโพกมี trigger point และพังผืดไปยึดเกาะ ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดตึงกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก และเมื่อใดก็ตามที่พังผืดได้ลุกลามไปเบียด หรือรบกวนเส้นประสาทที่เลี้ยงลงขา และเท้า ผู้ป่วยจะมีอาการผิดปกติไปตามแนวเส้นประสาทนั้นๆ เช่น ปวดลงขา ชาขา ขาอ่อนแรง นิ้วชา แปล๊บร้าวลงขา ซึ่งในเคสนี้ มีอาการปวดสะโพกด้านหลัง ปวดขา และชาสะโพกด้านหลังร้าวลงขา

ดังนั้น วิธีที่จะสามารถรักษาอาการปวดสะโพกด้านหลัง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องเป็นวิธีที่สามารถกำจัด trigger point และพังผืด ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการปวด และอาการชาออกได้ และด้วยวิธีนวดแก้อาการของทางคลินิกนั้น จะโฟกัสการรักษาไปที่การสลาย trigger point และพังผืดบริเวณกล้ามเนื้อหลังล่าง สะโพก รวมไปถึงเนื้อเยื่อรอบข้างข้อกระดูกสะโพก ที่เกิดอาการแข็ง เกร็งตัว จากการที่มีพังผืดไปเกาะรัด ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้ เป็นการแก้ไขอาการที่รวดเร็ว และตรงจุด โดยไม่ต้องผ่าตัด

โดยเมื่อ trigger point และพังผืดถูกสลายออกแล้ว กล้ามเนื้อหลังล่าง และสะโพกจะคลายตัวอย่างถาวร เลือดจะสามารถนำพาสารอาหาร และออกซิเจน เข้าไปเลี้ยงเซลล์กล้ามเนื้อได้ตามปกติ ข้อต่อที่เคยแข็ง เกร็ง ก็จะกลับมาเคลื่อนไหวได้เหมือนเดิม อาการปวด/ชา และอาการอักเสบก็จะหายไป ผู้ป่วยจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ และจะไม่กลับมาเป็นซ้ำๆ อีกในอนาคต สามารถกลับไปออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาได้เต็มที่ โดยไม่มีข้อห้าม หรือข้อจำกัดใดๆ

กลับสู่สารบัญ

ข้อควรรู้ก่อนการนวดสลาย trigger point และพังผืด

การนวดสลาย trigger point และพังผืด เป็นวิธีการนวดแก้อาการ ด้วยศาสตร์เฉพาะของทางคลินิก ซึ่งจะแตกต่างจากการนวดไทยทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะการรักษาของทางคลินิก จะเน้นกำจัดสาเหตุหลัก ของอาการปวดสะโพกด้านหลังได้อย่างถาวร

อย่างไรก็ตาม การรักษานี้ ก็มีข้อจำกัดในเรื่องของความเจ็บขณะนวด ดังนั้น ผู้ป่วยจะต้องเป็นผู้ที่สามารถทนต่อความเจ็บได้ระดับหนึ่ง ซึ่งหากผู้ป่วยสามารถทนเจ็บได้มาก คุณหมอจะสามารถสลาย trigger point และพังผืดออกได้มาก ทำให้สามารถเห็นผลการรักษาที่ดีขึ้นได้อย่างชัดเจนในระยะเวลาอันรวดเร็ว

นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่จะบอกได้ว่าผู้ป่วยจะหายเร็ว หรือช้านั้น คือระยะเวลาที่ผู้ป่วยมีอาการมา ซึ่งถ้าหากผู้ป่วยเพิ่งเริ่มมีอาการแล้วรีบมารักษา การรักษาจะง่าย และเห็นผลค่อนข้างไว แต่ในทางตรงกันข้าม หากผู้ป่วยมีอาการเรื้อรัง หรือปล่อยให้มีอาการเป็นๆ หายๆ มาหลายครั้ง โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง การรักษาก็จะยาก และกินเวลานานหลายครั้ง

สำหรับผู้ป่วยที่สนใจมารักษา สามารถอ่านข้อพึงระวังในการรักษา ด้วยวิธีสลายพังผืด ได้ที่นี่ สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนเข้ารับการรักษา ด้วยวิธีนวดแก้อาการสลาย Trigger point

กลับสู่สารบัญ

บทส่งท้าย

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า อาการปวดสะโพกด้านหลัง สามารถเกิดขึ้นได้จากการทำกิจกรรม หรือกิจวัตรประจำวันที่ทำเป็นประจำ ที่ทำให้กล้ามเนื้อหลัง และสะโพกเกิดการเกร็งตัว แข็งตึง และอักเสบสะสมเรื้อรัง จนเกิดเป็น trigger point และมีพังผืดไปเกาะรัด

ซึ่งหากผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ตั้งแต่เนิ่นๆ พังผืดจะถูกสลายออกได้ง่าย และเร็ว อาการปวดสะโพกด้านหลังร้าวลงขา จะดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ได้รับผลลัพธ์ที่ดีอย่างถาวร และไม่กลับมาเป็นซ้ำๆ อีกในอนาคต แต่หากผู้ป่วยมีอาการเป็นๆ หายๆ สะสมมานานหลายปี ก็อาจจะต้องใช้ระยะเวลา ในการรักษาหลายรอบ กว่าผู้ที่เพิ่งมีอาการมาไม่นาน แต่ปลายทางก็ คือมีอาการดีขึ้นอย่างยั่งยืนเช่นกัน