ผลการรักษาอัมพฤกษ์จากเส้นเลือดในสมองตีบ ด้วยวิธีการนวดฟื้นฟูเส้นประสาท

รักษาอัมพฤกษ์

ผลการรักษาอาการ อัมพฤกษ์ จากเส้นเลือดในสมองตีบ ด้วยการนวดฟื้นฟูเส้นประสาท

ประวัติการเจ็บป่วย

คุณคฑาภัณฑ์ อายุ 56 ปี มีโรคประจำตัวเป็นความดันโลหิตสูง และเบาหวาน เกิดภาวะเส้นเลือดในสมองตีบประมาณ 10 เดือน ก่อนที่จะมารักษาที่ชนัชพันต์คลินิก โดยมีอาการดังนี้

  • อัมพฤกษ์ซีกซ้าย แขนซ้าย และขาซ้ายอ่อนแรง ยืนนานไม่ได้
  • เดินปลายเท้าปัด ลงน้ำหนักเท้าได้ไม่เต็มที่ เท้าบวม ต้องใช้ไม้เท้าช่วยเดิน
  • ปวดขัดในหัวไหล่ ปวดร้าวลงแขนถึงข้อศอก
  • ยกแขนไม่ค่อยได้ งอข้อศอกไม่ได้ แกว่งแขนไม่ได้
  • มือกำค้างอยู่ตลอดเวลา แบไม่ได้ มือบวม

ในช่วงแรกที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการอัมพฤกษ์ซีกซ้ายนั้น นักกายภาพบำบัดได้ช่วยฝึกการเดิน การใช้ไม้เท้า และการช่วยเหลือตนเองในด้านต่างๆ แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงครั้งละหลายพัน และต้องทำต่อเนื่องอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง ทำให้ผู้ป่วยสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว จึงเริ่มเปลี่ยนเป็นการรักษาด้วยการนวดไทย เพื่อบรรเทาอาการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อทั้งตัว

โดยผู้ป่วยนวดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง มาตลอดระยะเวลา 10 เดือน แต่อาการก็ยังทรงๆ ไม่แย่ลง แต่ก็ไม่เห็นผลการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ลูกชายของผู้ป่วย จึงได้หาวิธีการรักษาด้านอื่น จนกระทั่งมาเจอกับชนัชพันต์คลินิก

หลังจากปรึกษาอาการ และคุยรายละเอียดการรักษาแล้ว ลูกชายของผู้ป่วยตัดสินใจพาคุณพ่อมารักษาที่ชนัชพันต์คลินิก เนื่องจากการรักษาของทางคลินิกเป็นการนวดรักษาโดยตรง คือ เป็นการนวดกระตุ้นให้เส้นประสาทเสียหาย และมัดกล้ามเนื้อที่เกร็งแข็งจากการที่สมองขาดเลือดชั่วคราว ให้กลับมาทำงานได้ตามปกติอีกครั้ง ซึ่งจะแตกต่างจากการนวดไทยทั่วไป ตรงที่การนวดไทยนั้น เป็นเพียงการนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อเพียงชั่วคราว ไม่สามารถกระตุ้นไปถึงเส้นประสาทที่เสียหายได้จึงไม่สามารถแก้อาการให้ดีขึ้นอย่างถาวรได้

นอกจากนี้ การรักษาของทางคลินิกจะแตกต่างจากการทำกายภาพบำบัดตรงที่ การทำกายภาพบำบัดนั้น จะเน้นในเรื่องของการขยับกล้ามเนื้อ และการใช้อุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือตนเอง ซึ่งไม่ได้เป็นการรักษาจากต้นเหตุที่แท้จริงที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวและไม่สามารถทำงานได้ปกติ

ด้วยการรักษาที่แตกต่างจากที่เคยทำมา อีกทั้งเมื่อคิดค่าใช้จ่ายต่อเดือนแล้วก็ไม่ต่างจากการนวดไทยที่เคยทำมา และยังมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่ถูกกว่าการทำกายภาพบำบัดค่อนข้างมาก จึงตัดสินใจไม่ยากที่จะมารักษาที่ชนัชพันต์คลินิก และได้พาคุณพ่อมารักษา โดยผู้ป่วยมีอาการที่ค่อยๆ ดีขึ้นได้ดังนี้

  • หลังจากนวดครั้งที่ 1 เมื่อ 28/8/64 : ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น สามารถยกแขนได้สุดในท่านนอน ปวดไหล่น้อยลง
  • หลังจากนวดครั้งที่ 3 เมื่อ 22/10/64 : ดีขึ้น โดยเฉพาะการยืน ยืนได้นานขึ้น มั่นคงขึ้น ลงน้ำหนักได้เต็มเท้า ไม่ปวดหัวไหล่ และแขนแล้ว แขนเกร็งน้อยลง มือบวมน้อยลงจนเห็นได้ชัด
  • หลังจากนวดครั้งที่ 5 เมื่อ 21/12/64 : อาการแขนดีขึ้นมาก สามารถยกแขนได้สูงขึ้น แกว่งแขนได้ งอศอกได้มากขึ้น เริ่มแบมือได้ นั่งยกขาได้ เพราะขามีแรงมากขึ้น สามารถกระดกปลายเท้าค้างไว้ได้ (ปกติกระดกปลายเท้าไม่ได้เลย) เดินได้ไกลขึ้น ลุกนั่งได้คล่องขึ้น
กลับสู่สารบัญ

ตำแหน่งที่พบปัญหา

สำหรับอาการของคุณคฑาภัณฑ์นี้ ทางคลินิกจะนวดตามจุดที่มีปัญหาของผู้ป่วย เน้นนวดตามแนวเส้นประสาทเป็นหลัก เพื่อปรับการทำงานของเส้นประสาท จากนั้นจึงค่อยๆ แก้อาการกล้ามเนื้อที่เกร็งตัว ตามบริเวณที่ผู้ป่วยมีปัญหา ซึ่งในแต่ละท่านก็จะมีอาการแตกต่างกันไป โดยในเคสของคุณคฑาภัณฑ์ คุณหมอได้นวดแก้หลายส่วนแต่จะขอยกตัวอย่างเส้นประสาทหลัก ดังนี้

เส้นประสาทไขสันหลัง (Spinal Nerve) มีทั้งหมด 31 คู่ ทำหน้าที่รับส่งกระแสประสาทไปตามไขสันหลัง เพื่อส่งคำสั่งไปยังกล้ามเนื้อ ทำให้เราสามารถควบคุมกล้ามเนื้อ และเคลื่อนไหวร่างกายได้ โดยเส้นประสาทจะอยู่ภายในกระดูกสันหลังตั้งแต่คอจนถึงหลังส่วนล่าง แบ่งได้ดังนี้

  • Cervical Nerve เป็นเส้นประสาทบริเวณต้นคอ ช่วงข้อกระดูกคอ C1-C5
  • Thoracic Nerve เป็นเส้นประสาทส่วนอก ช่วงข้อกระดูก T1-T12
  • Lumbar Nerve เป็นเส้นประสาทส่วนเอว ช่วงข้อกระดูก L1-L5
  • Sacral Nerve เป็นเส้นประสาทส่วนก้น ช่วงข้อกระดูก S1-S5
  • Coccygeal Nerve เป็นเส้นประสาทส่วนก้นกบ ช่วงข้อกระดูก

กล้ามเนื้อตามแนวเส้นประสาทคอ เส้นประสาทแต่ละเส้น จะทำหน้าที่รับความรู้สึก และส่งกระแสประสาท เพื่อสั่งการให้กล้ามเนื้อทำงาน โดยเส้นประสาทแต่ละเส้นก็จะเลี้ยงอวัยวะ หรือกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ของร่างกายที่แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้น เมื่อเส้นประสาทชุดใดมีปัญหา ก็จะส่งผลต่อกล้ามเนื้อในส่วนนั้นๆ ที่เส้นประสาทชุดนั้นเลี้ยงอยู่นั่นเอง โดยเส้นประสาทบริเวณคอ บ่า สะบัก แขน ที่เป็นจุดเส้นประสาทหลัก มีดังนี้

  • Brachial plexus เป็นเส้นประสาทหลักบริเวณต้นคอด้านหน้า ทอดยาวผ่านไหปลาร้าลงต้นแขน และแตกแขนงออกเป็นเส้นประสาทย่อยไปเลี้ยงปลายแขน ดังนั้นจึงเป็นจุดเส้นประสาทหลักที่ต้องนวดกระตุ้น เพื่อให้ส่งสัญญาณประสาทไปยังปลายแขนได้ตามปกติ
  • Suprascapular nerve เป็นเส้นประสาทที่เลี้ยงบริเวณบ่า สะบัก รวมถึงข้อต่อไหล่ เมื่อเกิดการอักเสบ ทำให้ข้อไหล่อักเสบ กลายเป็นภาวะไหล่ติด ข้อไหล่หลวมได้ ซึ่งเป็นอาการที่พบมากในผู้ป่วยอัมพฤกษ์
  • Median nerve เป็นเส้นประสาทที่เลี้ยงแขน และมือด้านนิ้วโป้ง ชี้ กลาง และนิ้วนางบางส่วน เมื่อเส้นประสาทมีปัญหา ผู้ป่วยมักมีอาการชาแขน ชามือ กำ-แบมือ หรือหยิบจับของลำบาก
  • Ulnar nerve เป็นเส้นประสาทที่เลี้ยงแขน และมือด้านนิ้วก้อย และนิ้วนางบางส่วน ทำให้ชามือด้านนิ้วก้อยเป็นหลัก
  • Radial nerve เป็นเส้นประสาทที่เลี้ยงแขน และมือด้านหลัง เมื่อเส้นประสาทมีปัญหา ผู้ป่วยจะกระดกข้อมือขึ้นไม่ได้ (ข้อมือตก) และเหยียดนิ้วมือไม่ได้

กล้ามเนื้อตามแนวเส้นประสาทหลัง ขา โดยเส้นประสาทจะถูกส่งต่อจากเส้นประสาทไขสันหลัง เพื่อมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหลัง สะโพก ขา เพื่อควบคุมการเดิน หรือเคลื่อนไหวขา โดยเส้นประสาทหลักบริเวณขาประกอบด้วย

  • Cauda equina nerve หรือเส้นประสาทหางม้า มีหน้าที่ควบคุมอวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน เช่น กระเพาะปัสสาวะ ทวารหนัก เมื่อเส้นประสาทชุดนี้มีปัญหา จึงส่งผลต่อการขับถ่ายของผู้ป่วย เช่น กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะไม่ได้ ขับถ่ายลำบาก เป็นต้น
  • Sciatic nerve เป็นเส้นประสาทหลักที่ทอดยาวตั้งแต่หลัง ลงก้น จนถึงขา และแตกออกเป็นเส้นประสาท Tibial nerve (เลี้ยงปลายขาด้านหลัง/น่อง) และ Fibular nerve (เลี้ยงปลายขาด้านหน้า/หน้าแข้ง) เมื่อเส้นประสาท Sciatic มีปัญหา จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวด/ชาขา ขาอ่อนแรง ทำให้ยืน-เดินไม่ได้ หรือในบางรายเส้นประสาทไม่ทำงานเลย ก็จะทำให้กล้ามเนื้อลีบ เคลื่อนไหวขาไม่ได้ กระดกปลายเท้าไม่ได้ เป็นต้น

นอกจากเส้นประสาทหลัก ยังมีเส้นประสาทย่อยอีกมากมาย ที่ทำหน้าที่ส่งต่อกระแสประสาท เพื่อควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ซึ่งอาการของผู้ป่วยอัมพฤกษ์ก็จะแตกต่างกันไป ตามระดับความเสียหายของเส้นประสาทที่เกิดขึ้น

หลักการรักษาของทางคลินิก จะเป็นการนวดกระตุ้นเส้นประสาทที่เสียหายที่เกิดขึ้นได้โดยตรง และสามารถเน้นเฉพาะจุด เพื่อช่วยแก้ปัญหาที่แตกต่างกันไปในแต่ละท่านได้ จึงทำให้ผู้ป่วยถึงแม้ว่าจะมีอาการที่แตกต่างกัน ก็สามารถดีขึ้นได้อย่างถาวร

สำหรับอาการของคุณคฑาภัณฑ์ มีอาการอัมพฤกษ์ แขนขาข้างซ้ายอ่อนแรง จากภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ โดยอาการนี้ทางคลินิกสามารถรักษาด้วยการนวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาท ให้เส้นประสาทนั้นกลับมาทำงานได้ปกติ ซึ่งโดยปกติแล้ว การนวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาทในผู้ป่วยอัมพฤกษ์นั้น จะเห็นผลดีขึ้นได้เร็ว หรือช้า จะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก คือ

1. ระยะเวลาที่ผู้ป่วยเป็นมา

หากเป็นมาไม่เกิน 6 เดือน จากสถิติการรักษา ผู้ป่วยจะอาการดีขึ้นได้เกือบ 100% แต่หากเป็นมาเกิน 6 เดือนแล้วนั้น การฟื้นตัวของเส้นประสาทจะเริ่มช้าลง ทำให้อาการอาจกลับมาได้ประมาณ 70-80% แต่ส่วนมากจะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่เป็นภาระของคนรอบข้าง

2. การฟื้นตัว และสภาพร่างกายของผู้ป่วย

ผู้ป่วยบางท่านมีการฟื้นตัวที่รวดเร็ว การนวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาทเพียงไม่กี่ครั้ง ก็สามารถกลับมาเป็นปกติได้

กลับสู่สารบัญ

ทำไมการนวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาท จึงมีประสิทธิภาพ

อาการอัมพฤกษ์นั้น เป็นอาการที่เกิดจากโรคหลอดเลือดในสมอง เช่น เส้นเลือดในสมองตีบ/แตก/ตัน โดยในเคสของคุณคฑาภัณฑ์นั้น เกิดจากเส้นเลือดในสมองตีบ ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ สมองขาดเลือด และออกซิเจนทำให้สมองส่วนนั้นๆ เสียหาย จึงไม่สามารถส่งสัญญาณประสาทไปควบคุมกล้ามเนื้อในบริเวณนั้นๆ ทำให้กล้ามเนื้อ หรืออวัยวะที่ถูกควบคุมด้วยสมองซีกนั้นๆ ไม่ทำงาน เกิดเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรงครึ่งซีก กล้ามเนื้อลีบ หรือกลายเป็นอัมพฤกษ์นั่นเอง

จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น ต้นเหตุจริงๆ ของอาการอัมพฤกษ์ก็คือการที่เส้นประสาท ที่ส่งสัญญาณไปควบคุมกล้ามเนื้อนั้น ทำงานผิดปกติไปจากเดิม จึงทำให้กล้ามเนื้อเกืดอาการเกร็งตัว และอ่อนแรง ดังนั้น การรักษาที่ตรงจุดก็คือการกระตุ้น หรือรักษาให้เส้นประสาทที่เสียหายไป สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติอีกครั้ง

การนวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาท จึงเป็นศาสตร์การรักษาทางเลือกอีกทางหนึ่ง ที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีอาการดีขึ้นได้ ซึ่งในการรักษานั้น จะใช้วิธีการกดคลึงไปตามชุดเส้นประสาทหลักที่มีปัญหา และไล่ไปถึงชุดเส้นประสาทย่อยที่มีปัญหาทั้งหมด เพื่อกระตุ้นเส้นประสาททั้งระบบให้กลับมาเป็นปกติ รวมถึงมีการนวดคลายมัดกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง หรือฝ่อลีบจากเส้นประสาท ที่ไม่สามารถส่งสัญญาณไปควบคุมบริเวณนั้นๆ ได้

ดังนั้นเมื่อมีการกระตุ้นเส้นประสาท และคลายกล้ามเนื้อร่วมกัน เส้นประสาทก็จะฟื้นตัว และส่งกระแสประสาท เพื่อไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ และควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อได้ นอกจากนี้ เมื่อกล้ามเนื้อถูกนวดจนคลายตัวแล้ว ก็จะอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อมใช้งาน

การนวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาท จึงเป็นการรักษาอาการอัมพฤกษ์ที่มีประสิทธิภาพ เพราะเป็นการรักษาที่ครอบคลุมทั้งเส้นประสาท (ตัวสั่งการ) และกล้ามเนื้อ (ตัวรับการสั่งการ) เมื่อเส้น และประสาท และกล้ามเนื้อของผู้ป่วยเริ่มกลับมาทำงานได้ตามปกติ ผู้ป่วยจะเริ่มมีแรงเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ อาการผิดปกติของเส้นประสาทต่างๆ เช่น อาการชา แสบร้อน ไฟช็อต เสียวแปล๊บ ก็จะค่อยๆ หายไป เนื่องจากเส้นประสาทสามารถกลับมาส่งสัญญาณทำงานได้ตามปกติ

กลับสู่สารบัญ

ข้อควรรู้ก่อนการนวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาท

การนวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาท เป็นการรักษาด้วยวิธีนวดที่แตกต่างจากการนวดทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งตำแหน่งที่นวด หรือลักษณะการนวด ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของหมอผู้รักษา นอกจากนี้การนวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาท อาจมีความเจ็บเกิดขึ้น จากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ และความผิดปกติของเส้นประสาทของผู้ป่วยที่เป็นมาก่อน เมื่อนวดบริเวณจุดที่มีปัญหา จะทำให้มีความเจ็บเกิดขึ้น

ดังนั้นผู้ที่จะรักษาด้วยการนวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาท จะต้องเป็นผู้ที่ทนเจ็บได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยควรเข้าใจในอาการที่เราเป็นอยู่ก่อน ไม่รีบร้อน เพราะการรักษาไม่ว่าจะเป็นวิธีใด ก็ย่อมต้องใช้เวลากว่าที่เส้นประสาทจะฟื้นตัวได้เต็มที่ จนกลับมาทำงานได้ปกติ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญคือกำลังใจ ไม่ย่อท้อไปก่อนที่อาการจะดีขึ้น

ก่อนที่ผู้ป่วยจะตัดสินใจเข้ารับการรักษาอาการอัมพฤกษ์ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ด้วยวิธีนวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาท ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจในการรักษาให้ละเอียดเสียก่อน เพื่อผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อตัวของผู้ป่วยเอง โดยผู้ป่วยควรพิจารณาสิ่งเหล่านี้ประกอบ

1. การนวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาทด้วยวิธีนี้ สามารถรักษาอาการให้ดีขึ้นได้ แต่อาจไม่ได้รักษาดีขึ้นทันทีในครั้งเดียว ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้อาการหายช้า หรือเร็วนั้นจะขึ้นอยู่กับ

  • ความเชี่ยวชาญของผู้นวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาท

ผู้รักษาที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษา เมื่อตรวจอาการแล้วจะรู้ทันทีว่า ต้นเหตุของอาการอยู่ที่ใด และต้องแก้ที่ตำแหน่งใด ซึ่งจะแตกต่างผู้รักษาที่ไม่มีความชำนาญโดยสิ้นเชิง เพราะผู้ที่ไม่มีความรู้ ความชำนาญ จะไม่สามารถแยกได้ว่าเส้นประสาทชุด หรือ กล้ามเนื้อ ที่มีความผิดปกตินั้นเป็นอย่างไร แล้วเชื่อมโยงไปที่จุดใดบ้าง ดังนั้นการรักษาโดยผู้ที่ชำนาญการ จะสามารถรักษาได้ครอบคลุม ครบถ้วน ให้ผลการรักษาที่รวดเร็ว แม่นยำ และตรงจุดกว่าการรักษาโดยผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญ

  • ระยะเวลาที่ผู้ป่วยมีอาการมา

สำหรับการรักษาด้วยการนวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาทในผู้ป่วยมีอาการเป็นมาไม่เกิน 6 เดือน จากสถิติการรักษา ผู้ป่วยจะอาการดีขึ้นได้เกือบ 100% แต่หากเป็นมาเกิน 6 เดือนแล้วนั้น การฟื้นตัวของเส้นประสาทจะเริ่มช้าลง ทำให้อาการอาจกลับมาได้ประมาณ 70-80% และอาจจะต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่า

ในกรณีที่มีมานานเกิน 6 เดือน ในเคสลักษณะนี้ จะต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานกว่าผู้ป่วยที่เพิ่งมีอาการ เนื่องจากในผู้ป่วยที่มีอาการมานานนั้น เส้นประสาทจะกระตุ้นได้ยาก เพราะเริ่มเสื่อมสภาพไป และยิ่งปล่อยทิ้งไว้นานเท่าไหร่ เส้นประสาทก็จะยิ่งฟื้นตัวได้ยากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเมื่อมีอาการอัมพฤกษ์แล้ว ในช่วงก่อน 6 เดือนแรก จึงเป็นช่วงที่ควรรีบทำการรักษาโดยเร็ว เพราะผู้ป่วยที่เพิ่งเริ่มมีอาการไม่นานเกิน 6 เดือน เส้นประสาทจะยังฟื้นตัวได้ดีอยู่ และกล้ามเนื้อยังไม่ฝ่อลีบไป ดังนั้น จึงใช้เวลารักษาน้อยกว่า ได้ผลที่ชัดเจนกว่า และหายไวกว่า

  • สภาพร่างกายของผู้ป่วย

ผู้ป่วยแต่ละท่านมีสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน ทำให้ความสามารถในการฟื้นตัวของเส้นประสาทแตกต่างกัน ทั้งยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงที่เส้นประสาทเสียหายไป หากเสียหายมาก ก็ต้องรักษากันหลายครั้ง หากเสียหายไม่มากการนวดกระตุ้นเพียงไม่กี่ครั้ง ผู้ป่วยก็จะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

2. การนวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาท มีความเจ็บ

เนื่องจากการนวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาท จะเน้นไปที่การรักษาอาการของผู้ป่วยให้ดีขึ้น ไม่ได้เน้นเรื่องความผ่อนคลาย ดังนั้น ขณะทำการรักษา ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บ ซึ่งจะเจ็บมา หรือน้อยนั้น จะขึ้นอยู่กับวิธีการ หรือเทคนิคของการนวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาทในแต่ละแห่ง

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่ต้องการรักษาด้วยวิธีการนวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาทนี้ จะต้องเป็นผู้ป่วยที่พอทนความเจ็บได้บ้าง หากเป็นผู้ที่ทนความเจ็บไม่ได้เลย อาจจะต้องเลือกการรักษาทางอื่นแทน

3. อาจเกิดการระบม หรือรอยฟกช้ำขึ้นหลังจากการนวด

การนวดกระตุ้น และฟื้นฟูเส้นประสาทนั้น อาจะทำให้เกิดความระบม หรือมีรอยฟกช้ำขึ้นหลังจากการรักษา โดยส่วนใหญ่แล้วอาการระบม และรอยฟกช้ำนั้น มักไม่มีอันตรายใดๆ และสามารถจางหายไปได้เอง ซึ่งอาจจะกินระยะเวลาประมาณ 3-10 วัน

กลับสู่สารบัญ

บทส่งท้าย

อาการอัมพฤกษ์จากเส้นเลือดในสมองตีบ/แตก สามารถสร้างความลำบากในชีวิตประจำวันให้กับผู้ป่วย ซึ่งในบางเคส ผู้ป่วยอาจไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ทำให้การใช้ชีวิต หรือการทำงานต้องจบลง และกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง เป็นภาระให้กับบุคคลในครอบครัว ซึ่งสามารถส่งผลกระทบทั้งทางด้านการเงิน สุขภาพกาย และสุขภาพจิตของทั้งผู้ป่วย และบุคคลรอบข้าง

เพราะฉะนั้นการรู้เท่าทันโรค จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากรักษาได้รวดเร็วทันท่วงที ความเสียหายก็จะน้อยลง ผู้ป่วยจะสามารถฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติได้ ดังนั้นควรสังเกตอาการเตือนของร่างกาย โดยใช้ตัวย่อคือ FAST หรือแปลว่า เร็ว เร่งด่วน โดยตัวย่อนั้นมีความหมายดังนี้

  • F = Face หรือใบหน้า ผู้ป่วยจะมีอาการแสดงของใบหน้าเบี้ยวครึ่งซึก ปากเบี้ยว มุมปากตก/น้ำลายไหล หรือมีอาการหน้าชา
  • A = Arm หรือแขน ผู้ป่วยจะมีอาการแขนขา ซีกใดซีกหนึ่งอ่อนแรง เดินเซ
  • S = Speak หรือพูด ผู้ป่วยจะมีอาการพูดไม่ชัด พูดลำบาก นึกคำพูดไม่ออก
  • T = Time หรือเวลา คือให้สังเกตุอาการว่าเป็นมานานแค่ไหนแล้ว นับเวลาที่เริ่มเกิดความผิดปกติ และควรรีบมาโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ดูอาการให้เร็วที่สุด ยิ่งมาเร็วจะยิ่งลดความรุนแรงของโรคได้มากขึ้น

แต่หากเกิดอาการขึ้นแล้ว การดูแลรักษาให้ร่างกายผู้ป่วยกลับมาใช้งานได้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การรักษาจะมุ่งหวังให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาช่วยเหลือตนเองได้ในระดับหนึ่ง ไม่เป็นภาระแก่คนรอบข้าง ส่วนในเคสที่ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรงนั้น การรักษาจะมุ่งหวังให้ผู้ป่วยกลับไปทำงานได้ ใช้ชีวิตได้ตามปกติดังเดิม

ซึ่งภายในช่วง 3-6 เดือนแรกนั้น จะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ที่ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เพราะเป็นช่วงเวลาที่เส้นประสาทยังฟื้นตัวได้ดี เพราะหากยิ่งปล่อยไว้นาน เส้นประสาทที่เสียหายไปแล้วจะค่อยๆ ฝ่อ และฟื้นตัวได้ช้าขึ้นเรื่อยๆ

กล่าวโดยสรุปคือ เมื่อมีอาการเกิดขึ้นแล้ว ควรรีบรักษาด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพ ภายในระยะเวลา 3-6 เดือนแรก เพื่อที่ร่างกายของผู้ป่วย จะสามารถฟื้นกลับมาทำงานได้ตามปกติดังเดิม หรือใกล้เคียงเดิมให้ได้มากที่สุด